ยินดีต้อนรับนักลงทุนออนไลน์ที่สนใจการลงทุนในตลาด Forex ทุกท่านครับ

วันพฤหัสบดีที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2557

3 ทางเลือกในการลงทุนยุคปัจจุบั

 ยินดีต้อนรับเข้าสู่สังคมการเทรด Forex

นักลงทุนหลายๆ คนอาจจะเคยได้ยินเครื่องมือ การลงทุนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น

เครื่องมือกลุ่มเเรก
(เป็นเครื่องมือที่ความเสี่ยงต่ำ เเต่ในขณะเดียวกันผลตอบเเทนก็ต่ำลงไปด้วย)
 
1. ฝากธนาคาร ---> ความเสี่ยงต่ำ เเต่ผลตอบเเทนที่ได้รับก็จะต่ำไปด้วย ประมาณ ไม่เกิน 2%

 2. พันธบัตรรัฐบาล ---> มีความปลอดภัยสูง ผลตอบเเทนประมาณ 5% เเต่การที่จะได้รับ ผลตอบเเทน 5% ตามที่ระบุในคูปองนั้น เราอาจจะต้องถือไปจนครบอายุตามที่ระบุไว้ในพันธบัตร อาจต้องใช้เวลา 5-10 ปี

3.ประกันชีวิต ---> ดูเหมือนจะได้รับผลตอบเเทนเยอะ จริงๆเเล้ว มากกว่าเงินฝากเพียงไม่มากเท่านั้น เพราะส่วนใหญ่จะเอาเงินของเราไปลงทุนต่อในตราสารหนี้ หุ้นพื้นฐาน และพันธบัตรรัฐบาล ต่ออีกทีหนึ่ง ดังนั้นเมื่อคำนวณด้วยสูตรทางการเงินจะพบว่าได้ผลตอบเเทนสุทธิเพียงประมาณ 2.5-3.5% ต่อปีเท่านั้นเอง
เครื่องมือกลุ่มที่สอง
(เป็นเครื่องมือให้ผลตอบเเทนพอสมควร เเต่ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นด้วย)


1. หุ้น ---> เราจะได้ผลตอบเเทน 2 ทาง คือจากเงินปันผล สำหรับหุ้นปันผล เเละจากการขึ้นลงของราคา โดยเฉลี่ยเเล้ว จะทำผลตอบเเทนอยู่ที่ 12-15% ต่อปี

2.ทองคำ ---> ราคาทองคำค่อยๆ ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนหลายคนคิดว่าทองคำเป้นสินทรัพย์ที่น่าลงทุนกว่าหุ้นด้วยซ้ำ เเต่เมื่อไปศึกษาจากข้อมูลย้อนหลังก็จะพบว่า จริงๆเเล้วทองคำยังให้ผลตอบเเทนที่น้อยกว่าหุ้นอยู่พอสมควรเลยทีเดียว

3.กองทุนรวมต่างๆ ---> ขึ้นอยู่กับชนิดของกองทุน เเละความสามารถในการบริหารกองทุนด้วย โดยรวมเเล้วผลตอบเเทนพอๆกับหุ้น

เครื่องมือกลุ่มสุดท้าย (เป็นเครื่องมือที่ให้ผลตอบเเทนสูง ถึง สูงมากเเต่ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นด้วยเป็นเงาตามตัว)

เรา จะเน้นพูดถึงเครื่องมือในกลุ่มนี้เป็นพิเศษ เนื่องจากหากเรารู้จักวิธีการใช้เครื่องมือนี้อย่างถูกวิธี ก็จะทำให้มีอิสรภาพทางการเงินอย่างง่ายดาย

1.ฟิวเจอร์ส ---> ตอนนี้ในประเทศไทย มีเเล้ว ที่ตลาด TFEX.co.th ซึ่งจากการใช้เครื่องมือนี้ทำให้เรามีพลังในการลงทุน เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 5 เท่าตัว เช่น ถ้าราคาหุ้นขยับ 10% อาจส่งผลให้ราคาฟิวเจอร์ขยับถึง 50% ซึ่งด้วยผลของอัตราทดนี้ ทำให้มีผู้ที่ประสบความสำเร็จ เเละร่ำรวยจากการใช้เครื่องมือตัวนี้อย่างมากมาย ในไทยตอนนี้เปิดให้เทรดฟิวเจอร์สของหุ้นรายตัว , ฟิวเจอร์สของดัชนีหลักทรัพย์ ฟิวเจอร์ทองคำ เเละสินค้าการเกษตรอย่างข้าว ยางพารา เเละมันสำปะหลัง

2.ออปชั่น ---> ตอนนี้ในตลาดของประเทศไทย มีเพียงเเเค่ ออปชั่นกับดัชนี เครื่องมือนี้ให้ผลตอบเเทนที่สูง มีการใช้กลยุทธ์ในการลงทุนที่หลากหลายมากๆ พวกเฮดฟันด์ใหญ่ๆชอบใช้ออปชั่นในการลงทุน ทำให้ออปชั่น เป็นเครื่องมือที่มีอานุภาพภาพมากๆ นักลงทุนบางคนสามารถทำผลตอบเเทนจากการใช้กลยุทธ์ของออปชั่น ตั้งเเต่ 100-5,000% ภายในเวลาเเค่เดือนเดียวเท่านั้น ผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ส่วนใหญ่ใช้ทั้งตลาดขาขึ้น ขาลง อยู่นิ่ง เเละก็ผันผวน เรียกว่าสามารถกำไรจากการลงทุนในออปชั่นได้ทุกสภาวะตลาดกันเลยทีเดียว

3.ค่าเงิน (Forex) ---> ในต่างประเทศ มีผู้ประสบความสำเร็จจากการค้าค่าเงินเป็นจำนวนมาก ที่ดังจนติด Forbes ก็คือ จอร์จ โซรอส ตลาดค้าเงินถือว่าเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ตลาดเปิดทำการ 24 ชั่วโมง 5 วัน จันทร์-ศุกร์ มีปริมาณการซื้อขายกันมากมายมหาศาลมากใน 1 วันดังนั้น Forex จึงเป็นช่องทางหนึงที่คนทั่วโลกเลือกที่จะเข้าลงทุน

กล่าวโดยสรุปคือ
การ ที่เราจะเลือกเครื่องมือการลงทุน เเบบใดนั้นขึ้นอยู่กับว่า เราต้องการผลตอบเเทนโดยเฉลี่ยเท่าไหร่ เราสามารถที่จะยอมรับความเสี่ยงได้เเค่ไหน เพราะการลงทุนเป็นเรื่องของ ผลตอบเเทนและความเสี่ยง

Blog นี้จะเน้นเฉพาะเครื่องมือประเภท Forex เนื่องจากความรู้เกี่ยวกับเครื่องมือ เราสามารถหาข้อมูลได้ไม่ยากนัก เเละก็มีผู้เชี่ยวชาญอยู่มากมาย Forex สามารถสร้างผลตอบเเทนการลงทุนได้อย่างมหาศาล อีกทั้งยังสามารถ Limit การขาดทุนได้อย่างดี เเต่ในไทยนั้นกลับยังไม่ค่อยมีคนรู้จัก



 บทความที่น่าสนใจ
การวิเคราะห์ทางเทคนิค เเละ การหาจังหวะเข้าทำกำไร

วันอาทิตย์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2557

ฮือฮา! จอร์จ โซรอส เผย สนใจเก็งกำไร “เงินยูโร” พร้อมลงทุนใน “แบงก์มีปัญหา” ทั่วยุโรป ชี้ เป็นหนทางใหม่สร้างรายได้

 ยินดีต้อนรับเข้าสู่สังคมการเทรด Forex
ขั้นตอนการสมัค Exness

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์เมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2557 04:03 น.

ฮือฮา! จอร์จ โซรอส เผย สนใจเก็งกำไร “เงินยูโร” พร้อมลงทุนใน “แบงก์มีปัญหา” ทั่วยุโรป ชี้ เป็นหนทางใหม่สร้างรายได้
จอร์จ โซรอส พ่อมดการเงินชื่อดังชาวอเมริกัน เชื้อสายฮังการี ในวัย 83 ปี
       รอยเตอร์/เอเจนซีส์/ASTV ผู้จัดการออนไลน์ - “จอร์จ โซรอส” พ่อมดการเงินชื่อก้องโลกเผย สนใจเก็งกำไรค่าเงินยูโร และกำลังเตรียมเข้าไปลงทุนภาคธนาคารที่กำลังประสบปัญหาทั่วสหภาพยุโรป (อียู) หลายฝ่ายเชื่อ โซรอสมองเห็นลู่ทางฟันกำไรอื้อ จากการเข้าไปหากินกับสถาบันการเงินที่ง่อนแง่นทั่วยุโรป

       จอร์จ โซรอส พ่อมดการเงินชื่อดังชาวอเมริกัน เชื้อสายฮังการี ในวัย 83 ปี เปิดใจให้สัมภาษณ์กับ “แดร์ ชปีเกิล” นิตยสารข่าวรายสัปดาห์ของเยอรมนีฉบับวันอาทิตย์ (23) โดยระบุ เขามีความเชื่อมั่นในศักยภาพของเงินยูโรในฐานะของช่องทางสร้างรายได้ที่เป็น กอบเป็นกำ และกำลังมองหาโอกาสเข้าไปลงทุนในภาคธนาคารในสหภาพยุโรป (อียู)

       โซรอสยอมรับกับสื่อดังของเยอรมนีว่า ทีมงานด้านการลงทุนของเขากำลังตั้งตารอโอกาสที่จะฟันกำไรมหาศาลในยุโรปใน หลากหลายช่องทาง โดยหนึ่งในช่องทางที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด คือการเข้าเก็งกำไรค่าเงินยูโร และการอัดฉีดเงินของตนเข้าไปในธนาคารที่กำลังประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทั่ว ยุโรป

       “ขณะนี้ ทีมงานของผมกำลังมองหาลู่ทางสร้างรายได้มหาศาลในยุโรป ซึ่งหนึ่งในช่องทางที่ผมมองไว้ในตอนนี้ คือ การแสวงหากำไรจากเงินยูโร รวมทั้งการอัดฉีดเงินทุนเข้าไปยังบรรดาธนาคารที่ประสบปัญหาทั่วยุโรป ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่กลุ่มยูโรโซนจะต้องเปิดรับการลงทุนจากนักลงทุนเอกชน อย่างเรา” โซรอสกล่าว

       พ่อมดการเงินชื่อก้องโลกซึ่งมีทรัพย์สินในครอบครองมากกว่า 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 748,295 ล้านบาท) ยังยอมรับว่า หนึ่งในประเทศแรกๆ ที่เขาเตรียมเข้าไปเก็งกำไร คือ กรีซ ชาติสมาชิกยูโรโซนที่ประสบปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว และเสี่ยงต่อการล้มละลายอย่างยิ่งยวดในช่วงที่ผ่านมา

       “ผมเกรงว่ากลุ่มยูโรโซนจะประสบกับภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจที่ยาวนาน คล้ายกับปรากฏการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับญี่ปุ่นในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา แม้ในระยะหลังจะมีสัญญาณหลายอย่างที่บ่งชี้ว่าตลาดการเงินในยูโรโซนจะเริ่ม สงบนิ่งมากขึ้น แต่การฟื้นตัวอย่างยั่งยืนนั้นก็ยังคงไม่เกิดขึ้น และภาวะเช่นนี้เองที่เหมาะต่อการเก็งกำไร” โซรอส กล่าวเสริม

       ทั้งนี้ โซรอสเคยฟันกำไรเข้ากระเป๋ามากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเมื่อปี 1992 จากการเข้าโจมตีค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิง ของสหราชอาณาจักร จนเกือบทำให้ธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England) ประสบภาวะล้มละลาย รวมถึงเคยทำกำไรอีกมหาศาลจากการเข้าโจมตีค่าเงินบาทของไทยเมื่อครั้งที่เกิด “วิกฤตต้มยำกุ้ง” เมื่อช่วงปี 1997
ฮือฮา! จอร์จ โซรอส เผย สนใจเก็งกำไร “เงินยูโร” พร้อมลงทุนใน “แบงก์มีปัญหา” ทั่วยุโรป ชี้ เป็นหนทางใหม่สร้างรายได้
โซรอสเคยฟันกำไรเข้า กระเป๋ามากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเมื่อปี 1992 จากการเข้าโจมตีค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิง ของสหราชอาณาจักร จนเกือบทำให้ธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England) ประสบภาวะล้มละลาย รวมถึงเคยทำกำไรอีกมหาศาลจากการเข้าโจมตีค่าเงินบาทของไทยเมื่อครั้งที่เกิด “วิกฤตต้มยำกุ้ง” เมื่อช่วงปี 1997
      
ฮือฮา! จอร์จ โซรอส เผย สนใจเก็งกำไร “เงินยูโร” พร้อมลงทุนใน “แบงก์มีปัญหา” ทั่วยุโรป ชี้ เป็นหนทางใหม่สร้างรายได้
เงินยูโรคือเหยื่อรายต่อไปของโซรอส?
     
ฮือฮา! จอร์จ โซรอส เผย สนใจเก็งกำไร “เงินยูโร” พร้อมลงทุนใน “แบงก์มีปัญหา” ทั่วยุโรป ชี้ เป็นหนทางใหม่สร้างรายได้


 บทความที่น่าสนใจ
การวิเคราะห์ทางเทคนิค เเละ การหาจังหวะเข้าทำกำไร จอส โซรอส

วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2557

BOLLINGER BANDS เครื่องมือสำหรับ Swing เทรดเดอร์

 ยินดีต้อนรับเข้าสู่สังคมการเทรด Forex

  


    Bollinger Bands ประกอบด้วยเส้นค่าเฉลี่ย (BB average) ที่อยู่ตรงกลาง 1 เส้น และเส้นกรอบบน (BB Top), เส้นกรอบล่าง(BB Bottom) อีกอย่างละเส้น รวมเป็น 3 เส้น

Bollinger Bands จะเคลื่อนที่ไปพร้อมกับแนวโน้มของราคา โดยเส้น BB Top ทำหน้าที่เป็นแนวต้าน และเส้น BB Bottom ทำหน้าที่เป็นแนวรับ ในขณะที่เส้น BB Average ทำหน้าที่เป็นเส้นแบ่งแนวโน้มระหว่างแนวรับ-แนวต้าน

การใช้งาน

1. ราคาจะซื้อขายกันอยู่ในกรอบ Bollinger Bands โดยการทะลุเส้นบนหมายถึงภาวะ over bought ในขณะที่การทะลุเส้นล่างหมายถึงภาวะ over sold ที่ราคามักจะต้องกลับเข้าไปซื้อขายกันอยู่ในกรอบเสมอ

2. การซื้อขายที่อยู่ระหว่างเส้น BB Average กับเส้น BB Top จะแสดงลักษณะตลาดในแนวโน้มขาขึ้น และในทางตรงข้าม การซื้อขายที่อยู่ระหว่างเส้น BB Average กับเส้น BB Bottom เป็นการแสดงลักษณะตลาดในแนวโน้มขาลง ฉะนั้นการไม่ทะลุขึ้นหรือลงจึงเป็นการแสดงลักษณะว่า ตลาดจะดำเนินต่อไปตามแนวโน้มเดิมที่เป็นอยู่นั้น

3. เมื่อตลาดกำลังดำเนินอยู่ในภาวะแนวโน้มขาขึ้น เส้น BB Average จะทำหน้าที่เป็นแนวรับในขณะที่เส้น BB Top เป็นเป้าหมายที่ราคาจะไปถึง และจะดำเนินต่อไปในกรอบนี้ตราบเท่าที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแนวโน้มเป็นขาลง ด้วยการทะลุเส้น BB Average ลงมา ก็จะเป็นตรงกันข้าม

4. การเคลื่อนไหวขึ้นลงของราคาในกรอบที่แคบเป็นเวลานาน จะทำให้ Bollinger Bands แคบเล็กลงตามลำดับ และการแกว่งของราคาในกรอบที่กว้างเป็นเหตุทำให้ช่วงความกว้างของ Bollinger Bands ขยายใหญ่ตามไปด้วย

5. เมื่อ Bollinger Bands บีบแคบลงมากจนเมื่อวันหนึ่งมีวอลุ่มซื้อขายเพิ่มเข้ามาอย่างมหาศาลพร้อมราคา ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว Bollinger Bands จะแสดงออกในลักษณะ "กรวยปากอ้า" ปากระเบิดอย่างเต็มที่ ในทางตรงกันข้าม Bollinger Bands ที่มีลักษณะถ่างกว้างมาชั่วเวลาหนึ่ง ปากจะหุบลงเมื่อการซื้อขายกลับเข้ามาอยู่ในระดับปกติ


 บทความที่น่าสนใจ

วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

พันธบัตร หรือ ตราสารหนี้และ Forex

 ยินดีต้อนรับเข้าสู่สังคมการเทรด Forex
ขั้นตอนการสมัค Exness 


พันธบัตรหรือตราสารหนี้

เป็นตราสารการเงินที่เป็นสัญญาแสดงความเป็นหนี้ระหว่างผู้ออก และผู้ถือตราสารหนี้ (หรือที่เรียกว่า“ผู้ลงทุน”) ตรา สารหนี้ต้องมีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์อื่นๆเป็นจำนวนที่แน่ นอน โดยระบุวันที่ชำระดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้าตั้งแต่เมื่อออกตราสารนั้น และในระหว่างที่ยังไม่ครบกำหนดอายุ รวมถึงวันไถ่ถอน นอกจากนี้ ตราสารหนี้ยังสามารถซื้อขายโอนเปลี่ยนมือกันได้

ผู้ ออกตราสารหนี้คือผู้กู้เงินจากผู้ที่ซื้อตราสารหนี้ ดังนั้น ผู้ออกจึงเป็น “ลูกหนี้” ในขณะที่ผู้ซื้อ คือ “ผู้ให้กู้” หรือ “ เจ้าหนี้” นั่นเอง ซึ่งแตกต่างจากตราสารทุนหรือหุ้นสามัญที่ผู้ถือตราสารทุนนั้นจะลงทุนในส่วน ของผู้ถือหุ้น และมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกิจการนั้นๆ ไม่ใช่เป็นเจ้าหนี้

ตรา สารหนี้ เป็นคำศัพท์กว้างๆ แต่ที่ท่านอาจคุ้นเคยมากกว่า คือ “พันธบัตร” และ “หุ้นกู้” โดยพันธบัตรมักใช้เรียกตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ ส่วนหุ้นกู้จะถูกเรียกใช้เมื่อออกโดยบริษัทเอกชน ในต่างประเทศจะใช้คำว่า “Bond” สำหรับตราสารหนี้ทั่วไปทั้งที่ออกโดยรัฐบาลและเอกชน แต่จะมีในบางกรณีที่อาจจะเรียกว่า “Debenture” เมื่อตราสารหนี้นั้นไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน


พันธบัตรหรือตราสารหนี้



ความแตกต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ย

ความแตกต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ย(ผลตอบแทน) สามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ทิศทางราคาของสกุลเงินได้ เช่น
ค่าความแตกต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ย พันธบัตร (Bond spread) หรือ ค่าความแตกต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ย (Interest rate) ของสองประเทศ มีผลทำให้ค่าสกุลเงินของประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยหรืออัตราดอกเบี้ยพันธบัตร สูง มีค่าแข็งกว่าอีกประเทศหนึ่ง
อีก อย่างที่เหมือนกับพันธบัตรคือ “ตราสารหนี้”(Fix income securities) คือ เงินลงทุนที่มีการชำระคงที่ในช่วงเวลาปรกติ แล้วเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทนที่สูงในตราสารหนี้ จะมีความดึงดูดนักลงทุนมากขึ้นด้วยเช่นกัน เราลองมาดูตัวอย่างระหว่าง Gilts (พันธบัตรของสหราชอาณาจักร หรือ U.K.) และ Euribors (ตราสารหนี้ของยูโรโซน)
ถ้า Euribors เสนอดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า Gilts นักลงทุนก็ไม่อยากที่จะนำเงินมาลงทุนในตราสารหนี้ยูโรโซน แต่จะนำเงินไปลงทุนในสิ่งที่จะได้ผลตอบแทนมากกว่า และเมื่อเป็นเช่นนั้น ค่าเงิน EUR ก็จะอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลอื่น โดยเฉพาะ GBP จากตัวอย่างนี้สามารถนำไปใช้ได้กับทุกตลาดตราสารหนี้ของทุกประเทศได้ คุณสามารถเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยระหว่างตราสารหนี้ของบราซิลกับอัตรา ดอกเบี้ยตราสารหนี้ของรัสเซีย และใช้ความแตกต่างนี้เพื่อคาดเดาค่าเงินระหว่างสองประเทศนี้ได้ หรือคุณสามารถดูอัตราดอกเบี้ยตราสารหนี้ของไอริช แล้วไปเปรียบเทียบกับเกาหลีได้ ตอนนี้คุณคงมองภาพออกแล้ว ถ้าคุณต้องการที่จะดูความสัมพันธ์เหล่านี้ คุณสามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับพันธบัตรรัฐบาลและองค์กรต่างๆได้จากเว็บไซด์ เหล่านี้

Bloomberg : http://www.bloomberg.com/markets/rates-bonds/government-bonds/us/
BondOnline : http://www.bondsonline.com/Todays_Mar/Global_Sovereign_Bond_Yields.php


นอกจากนี้ คุณยังสามารถตรวจสอบได้จากเว็บไซด์ของรัฐบาลของแต่ละประเทศเพื่อหาอัตรา ดอกเบี้ยตอบแทนในปัจจุบันของประเทศนั้นๆได้ด้วย และคุณสามารถเชื่อถือข้อมูลเหล่านี้ได้แน่นนอน เพราะคุณได้มันมาจากรัฐบาลโดยตรง


ประเทศส่วนใหญ่มีการออกพันธบัตร แต่ประเทศที่คุณควรให้ความสนใจคือ ประเทศที่มีสกุลเงินหลัก ตารางข้างล่างนี้ คือบางส่วนของพันธบัตรที่ได้รับความนิยมจากทั่งโลกและชื่อเล่นที่ใช้เรียก กันโดยทั่วไป



พันธบัตรหรือตราสารหนี้


ในบางประเทศ มีพันธบัตรที่แตกต่างกันตามเงื่อนไขที่กำหนด ดังนั้นเมื่อคุณทำการเปรียบเทียบจงดูให้แน่ใจว่าคุณได้เปรียบเทียบพันธบัตร ที่มีสัญญากำหนดระยะเวลาเดียวกันจนครบสัญญา เช่น เปรียบเทียบ Gilts 5ปี กับ Eurobors 5 ปี ไม่เช่นนั้นการวิเคราะห์ของคุณจะผิดพลาด

 บทความที่น่าสนใจ

วันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

บัญญัติ 10 ประการ "อยากรวย ต้องรู้"

 ยินดีต้อนรับเข้าสู่สังคมการเทรด Forex

ตัวเลือกสำหรับเรื่องราวนี้
บัญญัติ 10 ประการ "อยากรวย ต้องรู้"

1) "ความรู้ทางการเงิน" สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่า "ความรู้ทางการงาน" เพราะในชีวิตของคนเราทุกคนนั้น จะมีช่วงที่จะสามารถหา "รายได้จากการทำงาน" (you at work) จำกัด และจะต้องมีชีวิตหลังเกษียณค่อนข้างยาวนาน จึงต้องรู้วิธีที่จะ "ใช้เงินให้ทำงาน" (money at work)

2) การออมเป็น "เกมแห่งระยะเวลา" (game of time) ใครเริ่มต้นก่อน ก็รวยก่อน เพราะยิ่งทิ้งไว้นาน ยิ่งได้เป็นกอบเป็นกำ ถือเป็น "เงื่อนไขจำเป็น" ของทุกคนที่มีเป้าหมายต้องการบรรลุสู่อิสรภาพทางการเงิน

3) การลงทุนเป็น "เกมแห่งจังหวะเวลา" (game of timing) ต้องรู้จังหวะในการเข้าออกจากตลาดที่เหมาะสม ซื้อเมื่อต่ำ ขายเมื่อสูง หยุดเมื่อสงสัย เพราะถ้าหากเข้าผิดจังหวะ ยิ่งทิ้งไว้นาน จะยิ่งเสียหายมาก และทำให้โอกาสที่จะได้ทุนคืนยากขึ้นเรื่อยๆ (losses are harder to regain)

4) การตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุนไม่ใช่การตัดสินใจซื้อสินค้าสำเร็จรูป (product) แบบที่ตัดสินใจตอนซื้อครั้งเดียวจบ ถ้าไม่ได้ผล หรือใช้แล้วไม่พอใจ ก็ทิ้งมันไว้เฉยๆ จริงๆ แล้วการลงทุนเป็นกระบวนการ (process) ที่ต้องมีการเอาใจใส่ ติดตามผล และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ตลอดเวลา

5) หนทางไปสู่ความสำเร็จไม่ได้มีเพียงเส้นทางเดียว จุดสำคัญในการบริหารการลงทุนนั้นไม่ได้อยู่ที่รูปแบบ วิธีการ หรือสไตล์ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเพียง "เกมภายนอก" (outer game) แต่เป็นเรื่องของทัศนคติ วิธีคิด พลังใจ ซึ่งเป็น "เกมภายใน" (inner game)

6) ลำพังแค่การ "เอาชนะดัชนี" (beat the index) ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ไม่มีใคร "เอาชนะตลาด" (beat the market) ได้ เคล็ด (ไม่) ลับในการจะยืนหยัดอยู่ในเกมการลงทุนอย่างตลอดรอดฝั่งในฐานะ "ผู้ชนะ" นั้น อยู่ที่การยืนอยู่ข้างเดียวกับตลาดไม่ใช่ฝืนตลาด

7) ความสำเร็จในการลงทุนไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน จริงๆ แล้วมันอาจเปรียบได้กับการวิ่งแข่งระยะไกล (marathon) ไม่ใช่การวิ่งแข่ง 100 เมตร (sprint) ดังนั้น คุณจะต้อง "รู้จักตัวเอง" (know yourself) ว่าอะไรคือสไตล์การลงทุนที่เหมาะสมที่เข้ากันได้กับความสามารถในการรับความ เสี่ยง (risk attitude) และทักษะในการลงทุน (risk aptitude) เพราะนั่นคือ "ระบบ" ที่คุณต้องใช้ในเพื่อ "ทำธุรกิจ" นี้ในระยะยาว
ในการใช้เงินต่อเงินนั้น คุณต้อง "รู้จักเครื่องมือ" (know the vehicle) ว่ามีลักษณะและรูปแบบการให้ผลตอบแทนอย่างไร มีข้อดี ข้อเสีย และข้อจำกัดอะไรบ้าง

9) นอกจากนี้ คุณต้อง "รู้จักตลาด" (know the market) คือ รู้ว่าตลาดการเงินมีธรรมชาติเป็นอย่างไร อะไรคือสาเหตุเบื้องหลังที่ทำให้เกิดการกระเพื่อมขึ้นลงของตลาด และรู้วิธีการในการบริหารความเสี่ยงในการลงทุนว่าต้องแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างไร

10) อย่าติดอยู่ในกับดักของ "การบริโภคข้อมูลเกินขนาด" (information overload) ซึ่งมัวแต่สนใจหาข้อมูล ศึกษา วิเคราะห์ จนไม่กล้าลงมือปฏิบัติ (analysis paralysis) เพราะมีความเชื่ออย่างผิดๆ แบบพวกมองโลกสมบูรณ์แบบ (perfectionist) ว่าถ้ามีข้อมูลที่สมบูรณ์จะไม่เกิดความผิดพลาด (zero-defect mentality) จริงๆ แล้ว หัวใจสำคัญของการบริหารการลงทุนนั้นอยู่ที่การ "จำกัดความเสี่ยง" (risk limitation) ไม่ใช่ "กำจัดความเสี่ยง" (risk elimination) ถ้าถามว่ากฎที่สำคัญที่สุดที่สรุปได้จากการปฏิบัติ (rule of thumb) ของผู้เขียนหนังสือชุด "อยากรวย ต้องรู้" คืออะไร ก็อยากตอบว่า rule of "ทำ" นั่นคือ "รู้แล้วต้องลงมือทำ" เพราะในภาษาอังกฤษ คำว่า "โชคลาภ" (luck) เป็นตัวย่อของ Laboring Under Correct Knowledge แปลว่า "ลงมือทำ ด้วยความพากเพียร โดยอาศัยความรู้ที่ถูกต้อง" นั่นเอง


 บทความที่น่าสนใจ

การลงทุนในทองคำ

 ยินดีต้อนรับเข้าสู่สังคมการเทรด Forex

วิธีลงทุนในทองคำ


การลงทุนในทองคำ


เป็น กระแสที่นักลงทุนส่วนใหญ่ให้ความนิยมเป็นอย่างมาก โดยนักลงทุนสามารถลงทุนได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ด้วยเหตุผลที่มีอย่างมากมายที่สามารถดึงดูดนักลงทุน เช่น การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาทองคำตามสถิติตั้งแต่ปี 2001 ราคาทองคำได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 150% ความ ต้องการที่เพิ่มมากขึ้นจากกำลังการผลิตที่ลดลง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาทองปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องใน ช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าขณะนี้ราคาทองจะปรับตัวลดลงก็ตาม ความนิยมในการลงทุนก็มิได้ลดน้อยลงเลย บทความนี้ก็อยากจะพูดทั้ง 2 มุมมองของการลงทุนในทองคำไม่ว่าทางตรงโดยการซื้อทองคำแท่งเอง และการลงทุนโดยอาศัยความชำนาญของผู้บริหารกองทุน

1. การลงทุนโดยตรง


นัก ลงทุนส่วนใหญ่แล้วจะนิยมซื้อทองคำแท่ง หรือทองรูปพรรณมาเก็บไว้ ช่วงที่ผ่านมาราคาขึ้นแรงๆ คนก็เอาไปขาย บางช่วงที่ราคาปรับลดลง คนก็ไปซื้อเก็บไว้เพื่อเก็งกำไร การที่นักลงทุนจะตัดสินใจซื้อหรือขายนั้น ผมอยากแนะนำให้ท่านได้ติดตามสถานการณ์และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อราคาทองคำด้วย เช่น ในช่วงที่ผ่านมาราคาทองปรับตัวสูงขึ้นเพราะอะไร เราก็ต้องไปดูและศึกษาว่า Demand และ Supply นั้นสะท้อนให้เห็นถึงมูลค่าหรือราคาจริงของทองคำไหม หรือเป็นเพราะเกิดจากการเก็งกำไรของ Hedge Fund อย่าง ที่ผ่านมาไม่กี่เดือน ตัวอย่างที่ผ่านมาสำหรับสถานการณ์การซื้อขายทองคำในช่วงสงกรานต์ จะเห็นได้ว่าความต้องการซื้อทองคำปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากราคาทองคำที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นตามด้วอย่างไรก็ดี การลงทุนในทองคำก็ถือเป็นการลงทุนที่ใช้ในการลดผลกระทบจากเงินเฟ้อได้ เนื่องจากถ้าเรามองราคาทองคำระยะยาวแล้ว ทองคำก็ยังคงมีมูลค่าสูงอยู่ดี แม้ปรับลดด้วยอัตราเงินเฟ้อแล้วก็ตาม

2. การลงทุนผ่านกองทุนรวม


ซึ่งถือเป็นการอาศัยความเชี่ยวชาญของ บลจ. ต่างๆ ซึ่งเท่าที่มีอยู่ในตอนนี้ เช่น TMB Gold Fund, ING Golden Star link, BT FIF Golden link เป็น ต้น อย่างที่เราทราบกันดี การลงทุนในกองทุนรวมมีขั้นตอนในการตัดสินใจพิจารณาหามูลค่าของการลงทุนนั้นๆ ก่อนตัดสินใจซื้อหรือขาย โดยกลยุทธ์การซื้อขายของกองทุนเท่าที่ผมเข้าใจ จะใช้การบริหารเชิงรับ (Passive Investment Strategy) โดยเป็นการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนต่างประเทศอีกที ฉะนั้นการลงทุนประเภทนี้ก็ถือเป็นกองทุน FIF อย่าง หนึ่ง ถ้าถามว่าปัจจัยใดที่มีผลกระทบต่อเงินลงทุนของกองทุนประเภทนี้ คำตอบคือความผันผวนของราคาทองคำ รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ความเสี่ยงด้วยกัน

1) ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงราคาทองคำ (Price Risk) 


หมาย ถึง โอกาสที่ราคาทองในตลาดโลกจะเพิ่มสูงขึ้นหรือลดต่ำลงในช่วงระยะเวลาสั้นๆ หรือระยะยาวในบางครั้ง เช่น ในช่วงที่ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ขายเงินทุนสำรองที่เก็บในทองคำออกมาในตลาด จนทำให้ราคาทองในตลาดโลกลดต่ำลง ทั้งนี้ หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นจะส่งผลกระทบต่อกองทุน เนื่องจากมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุนมีการเปลี่ยนแปลงตามราคาทองในตลาด โลก ดังนั้นหากราคาทองในตลาดโลกลดลงจะส่งผลทำให้มูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน ลดลงได้อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงของราคาทองคำมีความเป็นอิสระจากการเปลี่ยนแปลงจากการลงทุนการ ลงทุนในตราสารทุนหรือตราสารหนี้ ทั้งนี้ จากข้อมูลทางสถิติย้อนหลังที่ทำการศึกษาทั้งในและต่างประเทศแสดงให้เห็นว่า ผลตอบแทนของทองคำมีค่าความสัมพันธ์กับผลตอบแทนจากการลงทุนในสภาวะที่คาดว่า ผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารทุนหรือตราสารหนี้มีแนวโน้มลดลง

2) ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Currency Risk)


ความ เสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทเมื่อเทียบกับเงิน สกุลต่างประเทศอื่น กล่าวคือ หากค่าเงินบาทมีค่าแข็งขึ้นจากวันที่กองทุนเข้าลงทุนเมื่อเทียบกับสกุลเงิน ดอลลาร์ที่เข้าลงทุนนั้น (เช่น จาก 33 บาท ต่อ1ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 31 บาท) จะทำให้กองทุนได้รับดอกเบี้ยตามงวดและ/หรือเงินต้นเมื่อครบกำหนดของตราสาร เป็นเงินบาทในจำนวนที่น้อยลง ซึ่งจะทำให้ผลตอบแทนของการลงทุนต่ำกว่าที่คาดไว้ ในทางกลับกัน หากค่าเงินบาทมีค่าอ่อนลง (เช่น จาก 33 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 35 บาท) จะทำให้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนเมื่อคำนวณเป็นสกุลเงินบาทมากขึ้น

3. การลงทุนแบบ Gold Future


คือ สัญญาซื้อขายราคาทองคำล่วงหน้าในตลาดภายในประเทศไทย เป็นเครื่องมือที่ผู้ลงทุนสามารถใช้ เป็นทางเลือกหนึ่ง สำหรับลงทุนได้ ตามความคาดการณ์ที่มีต่อราคาทองคำได้ทั้งในภาวะราคาทองขาขึ้น และราคาทองขาลง ด้วยคุณลักษณะเด่นที่สามารถ ขายก่อนซื้อได้ หรือซื้อก่อนขายได้ และใช้เงินลงทุนน้อยกว่าการซื้อทองแท่งจริง Gold Futures จึงเป็นทางเลือกที่ น่าสนใจในการทำกำไรและกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนการเล่นตลาด Gold Future ทำการซื้อขายในตลาดอนุพันธ์ บ้านเราก็คือ TFEX นี่เอง TFEX จะเป็นคนกำหนดกฏเกณฑ์การซื้อขาย คอยจัดการดูแลให้ผู้เกี่ยวข้องในตลาด ปฏิบัติตามสัญญา ตลาดนี้มีลักษณะอีกอย่างที่เรียกว่า zero sum games นะครับ มีคนได้มีคนเสียเท่าๆกันเสมอซื้อ Gold Futures ต่างอะไรกับทองคำจริงๆบ้าง ทองคำจริง อยากซื้อเท่าไหร่ก็ซื้อได้ ซื้อแล้วเอามานอนกอดได้ ขาดทุนยิ่งต้องกอดมันไว้นานๆ แต่ซื้อทองคำ Futures จะมีคนมาสะกิดคุณทุกวันว่า วันนี้ กำไรหรือขาดทุน ยิ่งขาดทุน ยิ่งเครียด เพราะจะถูกสะกิดให้เติมเงินเข้าไปในบัญชี หากยังอยากถือไว้Gold Futures มีข้อกำหนดหลักๆ คือมันเป็นสัญญาจะซื้อ/จะขายทองคำ โดย 1 สัญญาจะเท่ากับ 50 บาท โดยการซื้อ ใช้แค่เงิน 10% เสียเงินค่าคอมมิชชั่นขั้นต้น 450 บาท + Vat 7% หรือ 481.50 บาท ตีมั่วๆง่ายๆ ก็ 500 บาทซะ ไปกลับประมาณ 1000 เท่ากับ 1 บาท คุณมีต้นทุนแล้ว 20 บาท ซึ่งยังถูกกว่าส่วนต่างของราคาสมาคม 5 เท่า (สมาคม 100 บาท) แปลว่า คุณมีโอกาสในการใช้เงินที่เคยซื้อทองคำได้แค่ 5 บาท มาซื้อทองคำ Gold Futures ได้ถึง 50 บาท และมีโอกาสทำกำไรได้มากกว่าเดิม 10 เท่า พร้อมๆกับส่วนต่างที่น้อยลงไปอีกบาทละ 80 บาทข้อดีที่ชัดๆของ Gold Futures ที่ผมเห็น คือโอกาสในการขายก่อน หรือเล่นในตลาดช่วงขาลง กรณีไม่มีของอยู่ในมือ ซึ่งทองคำของจริง หรือ KGOLD หรือ TMBGOLD ไม่ สามารถทำได้ ได้แต่รออย่างเดีย แต่อย่าเพิ่งนอนใจนะครับ นั่นเป็นด้านดีที่ทำให้คนเข้าสู่ตลาดจนลืมด้านไม่ดี คือมันสามารถพาคุณขาดทุนได้เพิ่มขึ้นอีก 10 เท่าด้วยเหมือนกัน

4. การลงทุนแบบ Gold spot (แนะนำ)


Gold Spot คือ สัญญาซื้อขายราคาทองคำในตลาดโลก ที่สามารถซื้อ-ขายได้ทันที โดยผู้ลงทุนไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินทั้งจำนวน แค่วางเงินส่วนหนึ่งไว้กับโบรกเกอร์ก่อนส่งคำสั่งซื้อขายเพื่อเป็นเงินมัดจำ หรือเรียกว่า เงินหลักประกันขั้นต้น (Initial Margin)โดยที่เราจะเน้นทำกำไร จากส่วนต่างของการซื้อขายราคาทองในตลาดโลก โดยราคาทองจะมีหน่วยเป็นเงินดอลล่าร์ (USD) ต่อน้ำหนัก 1 ออนซ์ (Ounce) โดยที่ราคาทองจะวิ่งขึ้นลงตลอดทั้งวัน 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันจันทร์ ถึง วันศุกร์ โดยมีแรงซื้อขายจากตลาดทั่วโลก ซึ่งสามารถทำการซื้อขายทองคำด้วยพอร์ทลงทุนของผู้เล่นเอง และสามารถทำกำไรได้ทั้งที่ภาวะราคาทองขาขึ้นและราคาทองขาลง ด้วยคุณลักษณะเด่นที่สามารถซื้อก่อนขายหรือขายก่อนซื้อก็ได้ และใช้เงินลงทุนน้อยการเล่น Gold spot สามารถทำการเล่นโดยผ่านโปรเกอร์ (Broker) หรือบริษัทตัวแทนการซื้อขาย ของท่างต่างประเทศ ซึ่งสำหรับนักลงทุนทองคำชาวไทย ก็สามารถสมัครเปิดบัญชีเพื่อเทรด Gold spot กับทางบริษัทตัวแทนได้ บริษัทตัวแทนการซื้อขายที่เราแนะนำในที่นี้คือ 

Exness เป็นโบรกเกอร์ Forex(อัตราแลกเปลี่ยน) ที่สามารถลงทุนซื้อ-ขายทองคำโดยอ้างอิงราคาทองคำจากตลาดโลก เล่นได้ 2 ขา ขาขึ้นและขาลงเนื่องจากมีค่า spread(คอมมิชชั่น) ที่ค่อนข้างต่ำ การฝากเงินไม่ยุ่งยาก สามารถใช้ Internet Ibanking มี กรุงเทพ กรุงไทย ไทยพาณิชย์ กรุงศรีและกสิกรไทย หรือฝากผ่าน 7 -11 ได้และการถอนเงินก็สามารถถอนเข้าธนาคารไทยได้ทุกธนาคาร

โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าถ้าเราจะลงทุนทองคำควรเลือกที่ได้ 2 ขา จะดีกว่า ไม่ว่าตลาดจะอยู่ในสภาพไหน? ขาขึ้น หรือ ขาลง เราก็ทำกำไรได้อยู่ดี!! รู้แบบนี้แล้ว จะไม่ลองสมัครเปิดบัญชีหรือครับ? หากท่านยังไม่พร้อมเปิดบัญชี ก็ลองเปิดบัญชีทดลองซื้อ-ขายได้มีเงินปลอมให้เล่น 1 แสนดอลล่า รูปแบบการซื้อ-ขายเหมือนบัญชีจริงๆแต่ต่างกันแค่เงินเป็นเงินปลอมเท่าั้นั้น เอง รูบแบบการซื้อ-ขายจะเป็นโปรแกรมเทรด MT4 ดาวโหลดไโปรแกรมได้หลังสมัครเปิดบัญชีจริงหรือบัญชีทดลอง ซื้อ - ขาย ทองคำ คู่เงิน หุ้น สามารถส่งคำสั่งซื้อ - ขาย ได้ 24 ชั่วโมง จันทร์ - ศุกร์
หากท่านสนใจสามารถคลิ๊กรูปสีเหลืองด้านล่างนี้เพื่อเปิดบัญชีซื้อ-ขาย
 บทความที่น่าสนใจ


วันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

SWAP ของ FOREX คืออะไร ?



 ยินดีต้อนรับเข้าสู่สังคมการเทรด Forex
SWAP อ่านว่า สวอป 
Credit : แกะดำให้เทรด
เนื่องจากว่ามีคนถามกันมา ว่ามันคืออะไร เอามาจากไหน (ใน Forex) วันนี้ พี่แกะดำ ก็เลยจะมาอธิบายถึงความหมาย และการทำงาน ของเจ้า สวอป (swap) ตัวนี้ให้ฟัง อย่างคร่าวๆ ตามสไตล์ @แกะดำหัดเทรด นะจ๊ะ
สวอป (swap) หรือบางที่อาจจะใช้คำว่า "Rollover" มันก็คือดอกเบี้ยที่จ่ายไปเพื่อรักษา position ที่เปิดข้ามคืนไว้ ง่ายๆ สั้นๆ ก็ดอกเบี้ยข้ามคืนละจ๊ะ เนื่องจากว่า เงินตราแต่ละสกุลในโลกมันมีอัตราดอกเบี้ยเชื่อมต่อมาด้วย และในขณะเดียวกัน เงินตราต่างประเทศเค้าก็ซื้อขายกันเป็นคู่ (euro + dollar usd = EurUsd) ดังนั้นธุรกรรมทุกรายการจึงไม่เพียงแต่เกี่ยวเนื่องกับสกุลเงินทั้งสองเท่า นั้น แต่มันจะไปเกี่ยวข้องกับอัตราดอกเบี้ย (interest rate) ที่มีมูลค่าแตกต่างกันทั้งสองฝั่งด้วย 
แล้วถามว่า เค้ามีหลักการคิดอย่างไร?
โดยปกติ ถ้าอัตราดอกเบี้ยของสกุลเงินที่เราซื้อ มีมูลค่าสูงกว่า อัตราดอกเบี้ยของสกุลเงินที่เราทำการขาย เราก็จะได้รับค่า สวอป หรือ rollover เป็นบวก (positive roll) แต่ถ้าอัตราดอกเบี้ยของสกุลเงินที่เราซื้อต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยของสกุลเงิน ที่เราขาย เราก็จะต้องกลายเป็นฝ่ายที่จ่ายค่าสวอป แทน (negative roll) 
ทั้งนี้ การคิดเทียบค่าสวอป ให้ยึดสกุลเงินตัวหน้าเป็นตัวหลัก ที่เราทำรายการ เทียบกับสกุลเงินตัวหลัง
มาดูตัวอย่างวิธีคิดกัน
สมมติว่าเรากำลังซื้อ (buy) คู่สกุลเงิน EurUsd นั่นหมายความว่า เรากำลังซื้อ ยูโร แล้วขายดอลล่าร์สหรัฐฯ ดังนั้น หาก ณ เวลาที่เราทำรายการ อัตราดอกเบี้ย ของสกุลเงินยูโร อยู่ที่ 1.00% และอัตราดอกเบี้ยของดอลล่าร์สหรัฐฯ อยู่ที่ 0.25% แสดงว่า เรากำลังซื้อสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า ดังนั้น เราก็จะได้รับค่า สวอป ประมาณ 0.75% ต่อปี และในทางกลับกัน ถ้าเราขาย (sell) คู่เงิน EurUsd ก็จะกลายเป็นว่า เรากำลังขายสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า ดังนั้น เราจึงต้องกลายเป็นคนที่จ่ายค่าสวอป ประมาณ 0.75% ต่อปี แทน เพราะเรากำลังจ่ายอัตราดอกเบี้ยของสกุลเงินยูโร และได้รับอัตราดอกเบี้ยของดอลล่าร์สหรัฐฯ
แล้วเริ่มคิด Swap กันตอนไหน?
การเริ่มต้น และสิ้นสุดวันของการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ จะกำหนดไว้ที่ 10 PM.(GMT) ทั้งนี้เวลา อาจจะคลาดเคลื่อนได้ ขึ้นอยู่กับ server ของแต่ละโบรคเกอร์ โดย position ใดก็ตาม ที่เปิดก่อนเวลา 10 PM. จะถูกนำมาคิดค่าสวอป แต่หากเปิด ตั้งแต่เวลา 10.01 PM. เป็นต้นไป จะยังไม่ถูกนำมาคิดค่าสวอป จนกว่าจะถึงวันถัดไป สิ่งหนึ่งที่เราต้องพึงระวัง และรับทราบไว้ ก็คือ ปกติแล้ว วันเสาร์-อาทิตย์ ธนาคารส่วนใหญ่ทั่วโลก จะปิดทำการ เค้าจึงไม่คิดดอกเบี้ยกัน แต่เค้าจะไปคิดล่วงหน้าไว้ ตั้งแต่วันพูธแทน จึงทำให้ ค่าสวอปของคืนวันพุธ มีค่ามากกว่าปกติถึง 3 เท่า และขณะเดียวกัน วิธีคิดล่วงหน้าหลายเท่านี้ อาจจะถูกนำไปใช้ในวันหยุดนักขัตฤกษ์ด้วยก็ได้ ซึ่งตรงนี้ควรจะเปิดศึกษารายละเอียดในแต่ละโบรคเกอร์ให้ดี
และที่สำคัญ หากเราสังเกตดูดีๆ เราจะพบว่า ค่า swap ของแต่ละโบรคเกอร์อาจจจะมีค่าไม่เท่ากัน เพราะโบรคเกอร์ก็เปรียบสเมือนตัวกลางที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างคู่ค้าสอง คนให้มาทำรายการซื้อ-ขายกัน (ตลาด) ดังนั้น เค้าจึงคิดค่าบริการ โดยนำไปรวมไว้ในค่า สวอป ของทั้ง 2 ฝั่ง นั่นเอง 
ดังนั้น เพื่อความชัดเจนในรายละเอียด เราจึงควรเข้าไปอ่าน และศีกษารายละเอียดข้อตกลง ของแต่ละโบรคเกอร์ให้ดี ก่อนที่จะเปิดบัญชีซื้อ-ขาย นะจ๊ะ


 บทความที่น่าสนใจ